Media Entrepreneur WARUNEE NALINSUKSATIT (JEAB)

ประวัติส่วนตัว

“ชื่อ วารุณี นลินสุขสถิต ชื่อเล่น เจี๊ยบ ปัจจุบัน อายุ 51 ปี พี่มาจาก ครอบครัวธรรมดา ที่มีคุณพ่อเป็นคนทำงาน และดูแลทุกๆคนในบ้าน ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน พี่มีพี่น้องทั้ง 4 คน (รวมพี่ด้วย) ในด้านการศึกษา พี่เรียนจบการศึกษาระดับ ปวช.3 สาขาเลขานุการ

เนื่องจากที่บ้าน เรื่องของฐานะ ทางการเงิน ไม่ค่อยดี พี่เลยไม่ได้เรียนต่อ จนจบปริญญาตรี จึงได้พักการเรียนไว้ก่อน และตั้งใจหางานทำ เพื่อเอามาช่วย แบ่งเบาภาระ ที่มีในครอบครัว

ณ ปัจจุบัน พี่ทำธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเอง และครอบครัว ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับ Agency ที่รับทำโฆษณา ทุกรูปแบบ และรวมถึง รับทำงานด้านการจัดงาน Events ต่างๆ ทุกรูปแบบ แล้วแต่ความต้องการ ของลูกค้า ว่าต้องการให้งานที่ออกมานั้น เป็นไปในรูปแบบใด ซึ่ง ณ ปัจจุบันธุรกิจก้าวเข้าสู่ปีที่ 14 แล้วค่ะ”

จุดที่เริ่มต้นของความคิดในการทำธุรกิจส่วนตัว

จุดเริ่มต้นในการคิด ทำธุรกิจส่วนตัว? เนื่องจากพี่โดนเลิกจ้าง จากงานประจำที่ทำอยู่ ขณะนั้นพี่มีความคิด เกิดขึ้นว่า สถานะของการเป็นมนุษย์เงินเดือน มันมีความกังวลสูงมาก ว่าเราจะอยู่รอดได้อย่างไร แต่ก็ยังกลับไปสมัครงาน เป็น sale เหมือนเดิม ซึ่ง ณ ตอนนั้น พี่ทำงานได้เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น ก็ได้คำตอบว่า เราไม่อยากเป็นลูกจ้างอีกแล้ว

พี่จึงตัดสินใจลาออก และเดินหน้าเริ่ม ทำธุรกิจส่วนตัว เริ่มต้นจากการ ที่ไม่มีความรู้เรื่องอะไรเลย ในการทำบริษัทฯเช่น การจดทะเบียนนิติบุคคล การจดจัดตั้งเอกสารที่สำคัญต่างๆ กับทางราชการ เป็นต้น พี่ต้องเริ่มต้นใหม่ โดยการหาข้อมูลและเริ่มดำเนินการด้วยตัวเอง

พี่เริ่มต้นทำด้วยกัน กับน้องชาย ช่วยกันทำทุกอย่าง ฝ่าฟันทุกอย่างมาด้วยกัน  จนขยายธุรกิจมาเป็น agency และรับจัดงาน event มาจนถึงปัจจุบัน

ประสบการณ์ด้านการทำงานที่น่าจดจำที่สุด

“งานแรกที่เริ่มทำคือ พนักงานขาย การเริ่มต้น การเป็นพนักงานขายของพี่ ครั้งแรกในชีวิต พี่เริ่มต้นทำงานกับบริษัทฯข้ามชาติ ยักษ์ใหญ่ระดับหนึ่ง ในประเทศ(ขออนุญาติไม่กล่าวถึงบริษัทฯ) ซึ่งมีสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภค พี่ปฏิบัติงาน อยู่ในส่วนของ สินค้าบริโภคกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าประเภท ซอสมะเขือเทศ และ chocolate ซึ่งปัจจุบัน เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม เป็นอย่างมาก

ณ ตอนนั้นสินค้า ในแบรนด์นี้ทั้งสองตัวนี้ เพิ่งเริ่มเข้ามาในเมืองไทย จึงต้องการที่จะเปิดตลาด เป็นอันดับแรก พี่ได้รับหน้าที่ ต้องไปแนะนำสินค้า ในกลุ่มลูกค้า ซึ่งเป็นกลุ่มร้านอาหาร ในทุกๆวันพี่ต้องเข้าออฟฟิศ เพื่อเบิกตัวอย่างสินค้า เพื่อนำไปให้ลูกค้า ได้ทดลอง

ซึ่งในแต่ละครั้ง สินค้าตัวอย่างทั้งหมด จะมีน้ำหนักมาก ซึ่งตอนนั้น พี่เป็นพนักงานขาย ที่ไม่มีรถส่วนตัว ก็ต้องใช้รถประจำทาง ในการเดินทาง เป็นหลัก จึงค่อนข้างลำบากมาก กว่าที่จะได้ลูกค้า ให้ตรงตามเป้าหมาย ที่ตั้งไว้ ในแต่ละเดือน

เป้าหมายคือ ต้องเปิดลูกค้าใหม่ ให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีการคือ ต้องเดินเข้าไปหาลูกค้า ในร้านอาหารทุกร้าน (จุดสำคัญต้องเป็นร้าน ที่ไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ๆ ที่เรารู้จักกัน ดังนั้นเป้าหมาย ก็จะเป็นร้านขายอาหารทั่วๆไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านเล็กๆ )

ในแต่ละครั้ง การเข้าไปเสนอสินค้า บางร้านก็ได้รับการตอบรับที่ดี บางร้านก็ไม่สนใจ อาจจะเป็นเพราะ ราคาสินค้าค่อนข้างสูง และยังเป็นยี่ห้อ ที่ไม่คุ้นหู หรืออีกอย่างสินค้า ยี่ห้อเดิมที่ใช้อยู่ ก็ใช้มานานแล้ว ไม่มีความคิดที่อยากจะเปลี่ยน

พี่ทำแบบนี้ อยู่น่าจะ 2-3 ปีได้ ในแต่ละวันที่พี่ ออกเดินทางเพื่อ ทำให้บรรลุเป้าหมาย มีผิดหวังบ้าง มีสมหวังบ้าง แต่พี่ไม่เคยท้อ เรื่องการถูกปฏิเสธ และการไม่ได้รับการต้อนรับ ไม่มีใครอยากเจอแต่มันหนีไม่ได้ แต่พี่ไม่เคยยอมแพ้ ซึ่งความรู้สึก ที่พี่ได้เจอในวันนั้น มันทำให้พี่ นำกลับมาใช้กับงาน ในวันนี้ได้ทุกๆ เรื่องที่ได้เจอจริงๆ”

เจ้เจี๊ยบ2

สิ่งที่ท้าทายในเรื่องของการทำงาน

“สิ่งที่พี่มองว่า เป็นเรื่องที่ท้าทาย ในเรื่องของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานในอดีต ที่เป็นพนักงานงานขาย หรือในปัจจุบันที่พี่ผันตัว มาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง สิ่งที่ท้าทายสำหรับพี่คือ เมื่อพี่ต้องเจอกับ กลุ่มลูกค้าที่ไม่ซื้อสินค้าของเรา หรือให้ความสนใจน้อยมาก

สิ่งที่พี่ต้องคิดอันดับแรกเลยคือ จะต้องหาข้อบกพร่อง หรือข้อที่ด้อยของเราก่อน ว่ามันมีอะไร และมันเกิดจากอะไร หลังจากนั้นก็รีบ วางแผนให้เร็วที่สุด เพื่อรีบนำเสนอ ให้ลูกค้าได้พิจารณาใหม่ หรืออีกทางก็คือพยายามหาสินค้าที่ตรง กับความต้องการ ของลูกค้า ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้ลูกค้าค่ะ”

คำแนะนำที่ดีที่สุดที่ได้รับคืออะไร

“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จากประสบการณ์ ทั้งชีวิตของพี่ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึง ทุกวันนี้ มีเรื่องราวมากมาย ที่เกิดขึ้นกับพี่เอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องครอบครัว หรือแม้กระทั่งคนรอบข้าง หลายๆครั้งการแก้ปัญหา หรือแนวทางในการใช้นำทางของชีวิต คือ พี่ต้องจัดการกับตัวเอง และพัฒนาจิตตัวเอง ให้เข้มแข็งและมั่นคงให้มากที่สุด

ไม่ว่าระหว่างทาง ที่พี่ต้องพบเจอกับ อะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องที่ พิสูจน์ให้พี่เห็นได้ว่า ตัวเองนี่แหล่ะ ที่เป็นที่พึ่งที่แท้จริง อย่าคิดหรือไปคาดหวัง กับคนอื่นๆ ที่จะให้เค้าเหล่านั้น มาช่วยแก้ปัญหา หรือมาช่วยแบ่งเบา กับสิ่งที่เรา ต้องพบเจอ ตัวเราเอง นี่แหล่ะสำคัญที่สุดแล้ว”

หากย้อนเวลากลับไปได้จะกลับไปแก้ไขอะไร

“ถ้าถามเรื่องการย้อนเวลา ถ้ามีโอกาส พี่ไม่ขอที่จะแก้ไขอะไรเลย คือต้องบอกแบบนี้ว่า พี่ต้องขอบคุณทุกๆประสบการณ์ ทุกๆความผิดพลาดที่เจอ และทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งที่ยังอยู่และ ได้ห่างหายกันไปแล้ว ทุกๆเรื่องราวที่ได้พบเจอ พี่มองว่า ถ้าหากไม่มีสิ่งเหล่านี้ พี่คงไม่มาจนถึงวันนี้ และเป็นอย่างทุกวันนี้ได้”

สิ่งที่ชอบทำและรู้สึกผ่อนคลายที่สุด

“พี่ชอบที่จะอยู่เงียบๆ คนเดียว ในพื้นที่ของตัวเอง อ่านหนังสือที่ชอบ เข้าห้องพระนั่งสวดมนต์ เพื่อให้จิตได้สงบอย่างเต็มที่ แค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ เหมือนได้เติมพลังงานชีวิต ให้กับตัวเอง

และตอนนี้พี่ ก็ได้มีโอกาส ทำกิจกรรม ที่ส่งเสริมทางด้าน สายการทำบุญ คือ การถักหมวกไหมพรม เพื่อนำไว้ถวายพระ ให้ท่านได้นำมาใช้ เวลาเข้าช่วงฤดูหนาว ซึ่งตอนนี้ก็ทำได้ หลายใบแล้ว เวลาที่พี่ นั่งถักหมวกไหมพรม พี่รู้สึกจิตใจมันสงบ และไม่คิดฟุ้งซ่าน มีความสุขมากค่ะ”

แนวความคิดที่ทำให้ประสบความสำเร็จทุกวันนี้

“ในเรื่องของความสำเร็จ ถึงแม้ทุกคน จะคิดว่าพี่ได้ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ในทุกวันนี้สำหรับพี่เอง คิดว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังมีหลายสิ่ง หลายอย่างที่พี่คิดว่า น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ชีวิตของคนเรามันต้องเรียนรู้ และพัฒนาอยู่เสมอ ในความสำเร็จที่เห็น ก็ยังมีจุดที่ต้องแก้ไข และปรับปรุงกันเสมอ

แต่ถ้าถามว่า แนวความคิดอะไร ที่ทำให้พี่มีวันนี้ได้ จนทุกคนมองว่า พี่มาไกลมากและประสบกับความสำเร็จแล้ว สิ่งที่ทำให้พี่ได้มาอยู่ในจุดนี้ ได้ก็คือ ความอดทน และมีสติอยู่เสมอ ในทุกๆย่างก้าว ของการกระทำ และพี่ระลึกอยู่เสมอว่า ไม่มีอะไรแน่นอน ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อน แล้วมีอะไรก็ค่อยๆ แก้ไขกันไปอย่างมีสติ

ทุกคนล้วนมี เวลาที่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่าใคร จะมีวิธีในการจัดการ กับเวลาที่มีในชีวิต ของเรานั้นเอาไปทำอะไร หรือทำประโยชน์ ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น การสร้างประโยชน์ ให้กับตัวเอง หรือเผื่อแผ่ไปให้คนอื่น ให้ได้รับโอกาสและทำให้ เค้าเหล่านั้นมีชีวิต ที่ดีขึ้นเมื่อเรามีโอกาส พี่ก็ไม่ลังเลที่จะทำค่ะ”

บทความที่เกี่ยวข้อง

Chantana.Chttps://tumdaina.com
Life is about balance. And in this life we need to keep changing and growing to be in balance.

Related Posts

Comments

อ่านจบแล้ว เป็น อย่างไร บ้าง ขอความคิดเห็นหน่อยจ้า

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Stay Connected

5,624แฟนคลับชอบ
6,783ผู้ติดตามติดตาม

Recent Stories